สำหรับหัวข้อนี้ผู้จัดทำจะขอกล่าวถึงรูปแบบ ของเครื่องมือการประเมินผลหลักสูตรฝึกอบรม และวิธีการสร้างแบบประเมินหลักสูตรฝึกอบรมนะครับ  รูปแบบแรกที่จะนำเสนอคือ  

 

แบบสอบถาม / สำรวจ (Questionnaire / Survey) ทีใช้ในระดับ 1, 2, 3

แบบสอบถาม

 

                แบบสอบถาม คือ ชุดของคำถามที่ใช้เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล ซึ่งใช้กันมากในการวิจัยเชิงปริมาณทางสังคมศาสตร์ เนื่องจากสามารถใช้กับกลุ่มตัวอย่างจำนวนมากได้ และง่ายต่อการวิเคราะห์

   

ประเภทของแบบสอบถาม       

 

1. แบบปลายเปิด (Open - form) เป็นการให้ผู้ตอบคำถามเขียนตอบเอง หรือเติมคำตอบลงในช่องว่างที่กำหนด แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

 

           1.1 แบบบรรยาย ซึ่งประกอบด้วยข้อคำถามที่ให้ผู้ตอบแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ เสนอเหตุผลในการตัดสินใจได้อย่างกว้างขวาง ตัวอย่าง เช่น

 

               ท่านมีความเห็นอย่างไรต่อการจัดการฝึกอบรมของวิทยากร...................

 

           1.2 แบบบรรยายสั้นๆ ซึ่งประกอบด้วยข้อคำถามที่ให้ผู้ตอบ ตอบสั้นๆ เช่น

 

             ท่านคิดว่าควรจัดกิจกรรมวิชาชีพระยะสั้นหลักสูตรขนมไทยช่วงใดบ้าง  .............

 

2. แบบปลายปิด (Closed - form) เป็นการให้ผู้ตอบเลือกตอบให้ตรงกับใจผู้ตอบมากที่สุด   จากข้อคำถามที่กำหนดที่คาดว่าเป็นไปได้   การตอบจึงขึ้นอยู่ในขอบเขตที่ผู้ถามกำหนด เช่น

 

           ท่านมีประสบการณ์ในการเป็นวิทยากรฝึกอบรมมากี่ปี

     

                                            [ ] 1-5 ปี        

                                            [ ] 6-10 ปี                      

                                            [ ] 11-15 ปี

                                            [ ] 16-20 ปี                         

                                            [ ] มากกว่า 20 ปี

 

          ข้อคำถามของแบบสอบถามแบบปลายปิดจะต้องพยายามกำหนดคำตอบให้ครอบคลุมครบถ้วนตามที่คาดว่าจะเป็นไปได้  ลักษณะการถามและคำตอบที่จัดไว้อาจจะเป็นแบบสำรวจรายการ  คือ ให้ผู้ตอบว่า ใช่-ไม่ใช่  หรือกำหนดคำตอบที่จัดไว้เลือกหลายข้อแต่เลือกเพียง 1 ข้อ หรือมากกว่า 1 ข้อ  ก็แล้วแต่เงื่อนไขของคำถาม หรือผู้ตอบจัดอันดับคำตอบที่กำหนดได้หรือเป็นแบบจัดอันดับคุณภาพ (มาตราส่วนประมาณค่า)

 

          การใช้แบบสอบถามมักใช้ในกรณีที่ต้องการทราบความคิดเห็นของกลุ่มคนที่มีต่อสถาบันหรือต่อบุคคล เช่น  ทัศนคติต่ออาชีพครู  หรือต้องการสำรวจประวัติ  ข้อเท็จจริงหรือสำรวจจำนวน รายละเอียดต่างๆ ของเรื่องราว เหตุการณ์ หรือสิ่งต่างๆ

 

 ข้อดีของแบบสอบถาม

     

      1. ประหยัดในด้านเวลาและเงินมากกว่าการสัมภาษณ์และสังเกต

      2. สามารถเก็บข้อมูลได้รวดเร็ว และผู้ตอบสามารถแสดงความคิดเห็นของเหตุการณ์ในเวลาใกล้เคียงกัน

      3. ใช้ได้กับคนจำนวนมากในเวลาเดียวกัน

      4. ผู้ตอบต้องตอบข้อความที่เป็นเรื่องเดียวกัน  แบบเดียวกันทำให้ได้ข้อมูลลักษณะเดียวกันสามารถนำมาเปรียบเทียบและวิเคราะห์ข้อมูลได้ง่าย

 

ข้อเสียของแบบสอบถาม

   

        1. เป็นวิธีการที่ใช้ได้เฉพาะผู้ตอบที่อ่านหนังสือได้เท่านั้น

        2. ผู้ตอบอาจจะตอบไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ซึ่งอาจเป็นเพราะข้อคำถามที่ไม่ชัดเจนทำให้ไม่เข้าใจข้อคำถาม  หรือมีความลำเอียงในการตอบ  หรือไม่ตั้งใจตอบก็อาจทำให้ได้ข้อมูลไม่ตรงจุดมุ่งหมายที่ต้องการได้

        3. การวิเคราะห์และแปลผลอาจเคลื่อนจากความเป็นจริง โดยเฉพาะแบบสอบถามแบบปลายเปิด

 

โครงสร้างของแบบสอบถาม โดยทั่วไปแบ่งส่วนประกอบออกได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่

 

          1. หนังสือนำ เป็นการแนะนำตัวผู้วิจัยและโครงการวิจัย ชี้แจงเหตุผลที่ส่งแบบสอบถามให้ตอบ และให้คำมั่นสัญญาว่าคำตอบที่ได้มาจะถือเป็นความลับ ไม่เปิดเผยว่าเป็นคำตอบของผู้ใด ในบางครั้งอาจระบุ เวลา และสถานที่ให้ส่งกลับในกรณีที่ไม่ได้ขอรับแบบสอบถามคืนในทันที พร้อมทั้งลงชื่อผู้วิจัย หรือผู้บังคับบัญชา หรือผู้เกี่ยวข้องโดยตรงด้วย

          2. คำชี้แจงการตอบ เป็นการชี้แจงเกี่ยวกับการตอบแบบสอบถาม ซึ่งมักจะประกอบด้วย คำชี้แจงรวม ที่บอกให้ทราบว่าแบบสอบถามมีทั้งหมดกี่ตอน เกี่ยวข้องกับเรื่องอะไรบ้าง และ คำชี้แจงย่อยของแต่ละตอน ซึ่งอาจมีวิธีการตอบแตกต่างกัน

          3. เนื้อหาของแบบสอบถาม เป็นส่วนหลักของแบบสอบถาม และเป็นข้อมูลทั้งหมดที่ต้องการได้จากผู้ตอบ โดยยึดตามตัวแปรที่ศึกษาเป็นหลัก โดยทั่วไปประกอบด้วย คำถามที่เกี่ยวกับตัวแปรตาม ตัวแปรอิสระ และข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบ

 

ขั้นตอนการสร้างแบบสอบถาม แบ่งได้เป็น 7 ขั้นตอน ดังนี้

            1. กำหนดข้อมูลและตัวชี้วัด กำหนดให้ชัดเจนว่าต้องการทราบข้อมูลอะไรบ้าง และมีอะไรเป็นตัวชี้วัด

            2. เลือกชนิดและรูปแบบคำถาม จะใช้เพียงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หรือ หลายรูปแบบผสมกันก็ได้

            3. เขียนข้อความ ให้ครอบคลุมทุกตัวชี้วัด ตัวชี้วัดหนึ่งอาจมีหลายข้อคำถามก็ได้

            4. เรียงข้อคำถามและจัดรูปแบบ ให้แลดูง่าย และสะดวกต่อการตอบ

            5. ตรวจสอบและแก้ไขขั้นต้น ตรวจสอบความเรียบร้อยในทุกด้าน

            6. ตรวจสอบคุณภาพ โดยนำไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างเล็กๆ เพื่อตรวจสอบคุณภาพในแต่ละข้อ ความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ และปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้

            7. คัดเลือกข้อคำถาม นำผลการทดลองใช้มาพิจารณาเพื่อคัดเลือกข้อคำถามที่ดีมาใช้

 

          อย่างไรก็ตาม ในการสร้างและใช้แบบสอบถาม ควรจะต้องพิจารณาถึงลักษณะของประชากรที่จะตอบ เรื่องราวที่ต้องการจะเก็บข้อมูล ความสั้น/ยาวของแบบสอบถาม ลักษณะของข้อคำถาม การจัดลำดับคำถาม ลักษณะของผู้ใช้แบบสอบถาม และสภาพแวดล้อมในขณะที่ใช้แบบสอบถามด้วย

 

ข้อแนะนำในการสร้างแบบสอบถาม

 

        1. กำหนดจุดมุ่งหมายที่จะถามให้ชัดเจนแจ่มแจ้ง  ว่าต้องการถามเรื่องใดอะไรบ้าง มีขอบเขตแค่ไหน และในขอบเขตนั้นๆ  ครอบคลุมในเรื่องใด  หรือด้านใด  ก็ต้องแยกแยะออกเป็นเรื่องๆ หรือด้านใดๆ ให้ชัดเจน

 

        2. กำหนดข้อคำถามในแต่ละเรื่อง  หรือแต่ละด้านให้ครอบคลุมและชัดเจนเพื่อให้ได้ข้อมูลตรงกับความต้องการ โดยพยายามเขียนข้อคำถามเพื่อถามรายระเอียดในแต่ละเรื่องให้ครอบคลุมในแง่มุมต่างๆ ของเรื่องนั้นๆ ทั้งนี้จำเป็นต้องศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ อย่างละเอียด

 

        3. เลือกแบบคำถามให้เหมาะกับเรื่องที่ต้องการถาม

 

        4. การเขียนข้อความหรือคำถามในแบบสอบถามควรยึดหลักดังนี้

                  4.1 ใช้ภาษาที่แจ่มชัด และคำศัพท์ง่ายๆ ให้เหมาะกับผู้ตอบ

                  4.2 ถามสิ่งเดียว นัยเดียว  ในแต่ละข้อคำถามเพื่อไม่ให้ผู้ตอบมีปัญหาในการตอบ

                  4.3 หลีกเลี่ยงการใช้คุณศัพท์และคำวิเศษณ์ เพราะจะสื่อความหมายได้ไม่ตรงกัน เช่น  บ่อย น้อย มาก  เป็นต้น

                  4.4 ไม่ควรตั้งคำถามนำ เช่น นักเรียนควรเชื่อว่า.........

                  4.5 หลีกเลี่ยงข้อความที่ทำให้ผู้ตอบลำบากใจ  หรือกระทบความรู้สึกของผู้ตอบ

                  4.6 ไม่ควรใช้คำย่อ หรือคำศัพท์เทคนิคในข้อคำถาม เพราะจะรู้ความหมายแต่เพียงบางกลุ่มคนเท่านั้น

                  4.7 ไม่ควรใช้คำถามปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ  เพราะจะทำให้ผู้ตอบยุ่งยากต่อการตีความ

                  4.8 ข้อคำถามที่ใช้ในแบบสอบบถามต้องเป็นคำถามที่จำเป็นและมีประโยชน์ในการนำข้อมูลมาใช้ เช่น แบบสอบถามที่ใช้ถามนักเรียนนายเรือ ไม่ควรถามว่าท่านเป็นเพศ ชายหรือหญิง

 

        5. จัดเรียงลำดับและจัดหมวดหมู่ข้อความให้เหมาะสม  ง่ายและสะดวกต่อการตอบและสะดวกในการตรวจสอบคำตอบ  โดยทั่วไปลักษณะของแบบสอบถามจะประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนแรกจะเป็นจุดมุ่งหมายของแบบสอบถาม  ส่วนที่สองจะเป็นการถามเกี่ยวกับสาระข้อเท็จจริงทั่วๆไปของผู้ตอบ  เช่น เพศ อายุ การศึกษา ประสบการณ์ ฯลฯ และส่วนที่สาม คือ ข้อคำถามที่เป็นรายละเอียดต่างๆที่จะให้ผู้ตอบแสดงความคิดเห็น ซึ่งควรจะต้องเรียงข้อคำถามให้เป็นไปตามลำดับขั้นตอน หรือเรื่องราวที่จะถามตามที่กำหนดไว้ในข้อ 1  แล้วพิจารณาว่าควรถามสิ่งใดก่อนหลัง ซึ่งอาจจะถามตามลำดับเรื่อง  เรียงจากง่ายไปยาก หรือจากคำถามที่น่าสนใจไปสู่คำถามที่ต้องคิดลึกซึ้งโดยพยายามให้ต่อเนื่องสัมพันธ์กัน

 

        6. วางรูปแบบและเขียนคำชี้แจงให้ชัดเจนเหมาะสม  โดยวางรูปแบบของแบบสอบถามให้สะดวกต่อการอ่านและการตอบ และเขียนคำอธิบายชี้แจงจุดมุ่งหมายในการถาม  และต้องเน้นให้ผู้ตอบเห็นความสำคัญของการตอบอย่างตรงกับความเป็นจริงพร้อมทั้งบอกประโยชน์ของการนำข้อมูลจากแบบสอบถามไปใช้    พร้อมทั้งการเขียนคำชี้แจงในการทำอย่างละเอียดชัดเจน และควรมีตัวอย่างด้วย

 

        7. ก่อนที่จะนำแบบสอบถามไปใช้จริงควรมีการประเมินคุณภาพของแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อคำถาม  ว่าเป็นข้อความที่ควรแก่การถาม  มีความชัดเจนตรงประเด็นเข้าใจง่ายดึงดูดความสนใจ และครอบคลุมครบถ้วนหรือไม่  รูปแบบเหมาะสมง่ายและสะดวกต่อการตอบเพียงใด เขียนคำชี้แจงได้ละเอียดชัดเจนหรือไม่      

Comment

Comment:

Tweet

#7 By นางพเยาว์ โพธิ์อ่อน (118.172.178.167) on 2010-07-06 23:12

อยากได้รูปแบบเครื่องมือประเมินความต้องจำเป็นของหลักสูตร

#6 By (182.93.139.237) on 2010-06-23 12:50

อยากได้เครื่องมือประเมินความจำเป็นของหลักสูตร พร้อมตารางแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลbig smile

#5 By อยากทราบ (182.93.139.237) on 2010-06-23 12:46

ได้รู้ขั้นตอนในการสร้างแบบสอบถามที่มีคุณภาพซึ่งเป็นประโยชน์ในการสร้างแบบสอบถามเพื่อการใช้งานจริง
************************************
อ.สาวิตรี น้อยพิทักษ์ ผู้เชี่ยวชาญ

#4 By ข้าราชการชนบท (202.149.25.239) on 2009-02-14 00:47

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆนะครับ

ทำให้รู้หลักของการ่ทำแบบสอบถาม

ได้ดีขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยครับ

ถือว่าเป็นประโยขน์สำหรับผุ้ที่สนใจ

อย่างมากเลยครับ big smile

#3 By เด็กเรียน (114.128.129.89) on 2009-02-10 21:39

ผมว่าการตั้งคำถามแบบปิดตั้งคำถามยาก แต่เก็บคำตอบได้ง่ายนะครับ ส่วนการตั้งคำถามแบบเปิด ตั้งคำถามง่ายแต่เก็บคำตอบได้ยากพอควรทีเดียว ยิ่งถ้าจำนวนผู้เข้าอบรมเยอะยิ่งมีโอกาสที่คำตอบจะกระจายมากยิ่งขึ้นน่ะครับ

#2 By A GE (58.8.248.56) on 2009-02-10 21:34

เป็นข้อมูลที่น่าสนใจมาก

#1 By ฟ้างามยามค่ำ (222.123.150.15) on 2009-02-10 21:31